2555-02-13

3 บทเรียนที่ควรรู้ จากไดเอ็ตยอดนิยม


ลดน้ำหนัก

3 บทเรียนที่ควรรู้ จากไดเอ็ตยอดนิยม (Lisa)

          มันเป็นเรื่องที่ไม่มีวิธีไดเอ็ตยอดนิยมแบบไหนเลย ที่ทำได้ตามคำกล่าวอ้าง และก็แทบจะเป็นไปไม่ได้ด้วยที่จะยึดติดกับมันระยะยาว แต่กระนั้นก็ตาม ยังมีบทเรียนบางอย่างที่คุณสามารถเอามาปรับใช้ได้

1.กินคาร์โบไฮเดรตชนิดดี

          แผนไดเอ็ต อย่างเช่น Sugar Busters แนะนำให้เปลี่ยนจากคาร์โบไฮเดรตที่มีดัชนีไกลซีมิก (Glycemic Ingex หรือ GI) สูง อย่างเช่น มันฝรั่ง หรือขนมปังขาวมาเป็นแบบที่มีดัชนีไกลซีมิกต่ำ เช่น ข้าวโอ๊ต ขนมปังโฮลวีต

          คำกล่าวที่ว่า อาหารที่มีดัชนีไกลซีมิกสูง ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว และนำไปสู่การสะสมไขมัน อาจยังเป็นที่โต้แย้งอยู่ แต่อาหารที่มีกระบวนการปรุงแต่งน้อยกว่า ทำให้มันเป็นตัวเลือกที่มีคุณค่าทางโภชนาการมากกว่า

2.เพิ่มปริมาณโปรตีน

          ไดเอ็ตที่เน้นการกินโปรตีนมาก ๆ อย่างเช่น Atkins บอกว่า การตัดลดคาร์โบไฮเดรต บังคับให้ร่างกายต้องเผาผลาญไขมันที่สะสมเอาไว้ แต่ปัญหาก็คือ การกินแบบโปรตีนสูงมักอนุญาตให้กินเบคอน เนย และอะไรต่ออะไรที่มีไขมันไม่อิ่มตัวสูง ซึ่งไม่ดีต่อสุขภาพ แต่ถ้าคุณพยายามลดน้ำหนัก การกินโปรตีนอาจช่วยได้ เพราะมันใช้เวลาในการย่อยนานกว่า ทำให้ไม่รู้สึกหิวโหย แค่เลือกแบบที่ไขมันต่ำ และอย่ากินมากกว่า 30 เปอร์เซ็นต์ของจำนวนแคลอรีที่ควรได้รับในแต่ละวัน


 3.เติมซุปให้เต็มอิ่ม

          แน่นอน คุณสามารถลดน้ำหนักได้เล็กน้อยอย่างรวดเร็ว ด้วยการกินแต่ซุปกะหล่ำปลีวันละหลาย ๆ มื้อ เป็นอาทิตย์ ๆ ตามวิธีการของ Cabbage Soup Diet แต่คุณจะได้รับแคลอรีน้อยเกินไป ซึ่งอาจทำให้ระดับการเผาผลาญพลังงานของคุณต่ำลง และซุปก็ไม่มีคุณค่าอาหารเพียงพอด้วย แต่การรับประทานซุปผักก็ยังถือเป็นไอเดียที่ดี เนื่องจากมีการศึกษาที่บ่งชี้ว่า การกินซุปก่อนมื้ออาหาร จะทำให้การบริโภคแคลอรีในระหว่างมื้ออาหารลดลง กว่าคนที่ไม่กินซุปก่อนอาหารได้
ที่มา:http://health.kapook.com/view14224.html

ออกจากห้องแอร์ เพื่อสุขภาพของคุณ




แอร์


ออกจากห้องแอร์ เพื่อสุขภาพของคุณ (e-magazine)

          เพราะอากาศที่ร้อนอบอ้าว จึงทำให้หลายคนเลือกที่จะติดตั้งเครื่องปรับอากาศไว้ในบ้านบ้าน ซึ่งรวมถึงบริษัทห้างร้านต่าง ๆ ที่ทำให้ชีวิตของคนในสังคมเมืองต้องสูดลมหายใจและนั่งอุดอู้อยู่ในห้องแอร์ ที่ให้ความเย็นสบายกาย แต่ทว่าความเย็นที่ไม่ได้มาจากธรรมชาตินี้ สามารถทำคุณป่วยหนักได้เช่นกัน

          อากาศเย็นสบายจากห้องแอร์ทำให้สาว ๆ ออฟฟิศได้แต่งตัวกันเต็มที่ก็จริงอยู่ แต่ทว่าเจ้าลมเย็น ๆ ชวนให้สบายใจนี้ นอกจากจะทำให้ผิวพรรณต้องแห้ง ซึ่งเป็นที่มาของริ้วรอยแล้ว ยังทำให้เราได้ยินเสียงไอ จาม และเจ็บคอ บ่อยขึ้นอีกด้วย ซึ่งอาการที่ว่านี้เป็นส่วนหนึ่งของโรคทางเดินหายใจ ที่มักมีต้นตอมาจากการทำงานอยู่ภายในห้องแอร์

คุณเสี่ยงต่อโรคทางเดินหายใจ?

          นอกจากเด็ก ๆ และผู้สูงอายุแล้ว หนุ่มสาวออฟฟิศก็อยู่ในกลุ่มเสี่ยง โดยเฉพาะคนที่ทำงานอยู่ในห้องที่อากาศแห้ง เพราะปรับเครื่องปรับอากาศอุณหภูมิต่ำกว่า 25 องศาเซลเซียส และประตูหน้าต่างปิดมิดชิด ไม่มีอากาศถ่ายเท

          นพ.อิทธิชัย วัชรีคุปต์ แพทย์สาขาอายุรกรรมทั่วไป แผนกประกันสังคม โรงพยาบาลกล้วยน้ำไท 1 เปิดเผยว่า ด้านในโพรงจมูกของคนเรามีเส้นเลือดแดงขนาดเล็ก และผนังบางจำนวนมากทำหน้าที่ปรับอากาศที่เย็น หรือแห้งจากภายนอกให้มีความอบอุ่นและความชื้นเหมาะสมกับอุณหภูมิของร่างกาย  แต่ในสภาพอากาศที่ค่อนข้างเย็น เซลล์ต่าง ๆ เช่น เซลล์เยื่อบุโพรงจมูก คอ หลอดลม ฯลฯ จะแห้งลงกว่าเดิม ทำให้ไม่มีเมือกมาป้องกันเซลล์จากเชื้อโรค เชื้อโรคจึงสัมผัสกับเซลล์โดยตรง โดยเฉพาะอากาศเย็น เพราะเครื่องปรับอากาศและไม่มีการถ่ายเทภายในห้อง เชื้อไวรัสจึงเจริญเติบโตได้ดี 

          ขณะเดียวกัน เม็ดเลือดขาวที่ทำหน้าที่ดักจับเชื้อโรคในร่างกายทำงานได้ลดลง ส่งผลให้เมื่อต้องอยู่ในห้องแอร์เป็นเวลานาน ๆ หลายคนอาจเจ็บป่วยด้วยโรคทางเดินหายใจ เช่น หวัด ภูมิแพ้ ฯลฯ นอกจากนี้ ถ้าใช้นิ้วแหย่เข้าไปในรูจมูก หรือถูแรง ๆ ก็อาจมีเลือดออก และถ้ามีอาการแสบคอร่วมด้วยก็อาจเป็นแผลและติดเชื้อได้

วิธีป้องกัน

          ผู้ป่วยโรคภูมิแพ้ หรือหอบมักจะมีอาการบ่อยขึ้น และรุนแรงยิ่งขึ้นเมื่อต้องอยู่ในห้องแอร์ ดังนั้น คุณจึงควรป้องกันอย่างถูกวิธี เพื่อสุขภาพที่แข็งแรง

           1.ระวังไม่ให้เชื้อโรคเข้าสู่ร่างกาย อาจเป็นการล้างมือให้สะอาดอย่างสม่ำเสมอ ไม่แคะ แกะ จับ บริเวณใบหน้า จมูก และปาก โดยที่ยังไม่ได้ล้างมือ รวมทั้งพยายามอยู่ในที่มีอากาศถ่ายเท และควรอยู่ให้ห่างจากผู้ที่เป็นหวัด

           2.รักษาความอบอุ่นของร่างกาย

           3.สร้างภูมิต้านทาน

                    - ออกกำลังกายสม่ำเสมอ อาทิตย์ละ 3 ครั้ง ครั้งละ 30 นาที

                    - นอนให้เต็มอิ่ม

                    - รับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ เน้นทานผัก ผลไม้สด เพื่อให้ร่างกายได้รับวิตามินเพียงพอ

           4.สำหรับผู้ที่เป็นภูมิแพ้ ควรหลีกเลี่ยงสารที่ก่อให้เกิดภูมิแพ้

           5.ระวังไม่ให้ทางเดินหายใจแห้ง

                    - ใส่ผ้าปิดปาก เพราะผ้าปิดปากจะช่วยเก็บความชื้นและความอุ่นของลมหายใจ ทำให้ทางเดินหายใจชื้นและชุ่มชื้น

                    - ดื่มน้ำเปล่ามาก ๆ

                    - วางแก้วน้ำไว้ใกล้ ๆ ตัว ในห้องนอน ห้องนั่งเล่น และโต๊ะทำงาน

                    - ใช้วาสลีนทาเล็กน้อยบริเวณโพรงจมูก

ดูแลตัวเอง เมื่อเริ่มป่วย

           1.นอนหลับให้เพียงพอ อย่างน้อยวันละ 6-8 ชั่วโมง เพื่อให้ภูมิคุ้มกันของร่างกายทำงานได้ดีขึ้น

           2.รับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ โดยให้เลือกทานอาหารย่อยง่าย และเลือกทานผักผลไม้สด

           3.ล้างจมูก เมื่อจามบ่อย ๆ หรือรู้สึกคัดจมูก เพื่อล้างสารคัดหลั่งออกจากจมูก โดยให้ใช้น้ำเกลือ 0.9 เปอร์เซ็นต์ หรือน้ำต้มสุกที่เย็นแล้ว 750 ซีซี ผสมเกลือแกง 2 ช้อนชา ใส่ในหลอดฉีดยาขนาด 10 ซีซี (ไม่มีเข็ม) จากนั้นก้มหน้าอ้าปากและกลั้นหายใจ แล้วจึงฉีดน้ำเกลือเข้าไปในจมูกข้างละ 2– 3ครั้ง ทำทั้งเช้าและเย็น จนอาการดีขึ้น

           4.ควรพบแพทย์ถ้าอาการไม่ดีขึ้น ไข้ไม่ลด และรู้สึกปวดกล้ามเนื้อ เนื่องจากอาจเป็นไข้หวัดใหญ่ ส่วนไข้หวัดธรรมดามักมีอาการคัดจมูก น้ำมูกไหล ไอ จาม และคันคอเป็นอาการเด่น แต่ไม่ค่อยมีไข้สูงมากนัก


          แม้ว่าการใช้เครื่องปรับอากาศจะดูเหมือนมากด้วยข้อเสียที่พร้อมบั่นทอนสุขภาพของคุณ แต่ถ้าเรารู้จักใช้อย่างถูกวิธีและมีการป้องกันตนเอง เช่น ออกไปสูญอากาศบริสุทธิ์ภายนอก หรือติดตั้งเครื่องฟอกอากาศ ไม่ว่าอากาศจะร้อนจนต้องพึ่งแอร์สักกี่เครื่อง สุดท้ายแล้วสุขภาพที่ดีก็จะไม่หนีไปไหน
ที่มา:http://health.kapook.com/view27717.html

10 กิจกรรม เพื่อชีวิตยืนยาว





สุขภาพ

10 กิจกรรม เพื่อชีวิตยืนยาว (Woman's Story)

          ในชีวิตประจำวันของคนเรามีสิ่งต่าง ๆ มากมายให้เลือกทำ ซึ่งสิ่งเหล่านี้หลายคนก็อาจจะนึกไม่ถึง และไม่ได้ให้ความสำคัญ ทั้ง ๆ ที่กิจกรรมต่าง ๆ ดังต่อไปนี้ จะช่วยทำให้เรามีชีวิตที่ยืนยาว...

            รับประทานอาหารเช้าทุกวัน เพราะอาหารมื้อเช้า จะช่วยกระตุ้นอัตราเมตาบอลิซึ่ม ให้เผาผลาญแคลอรีตลอดทั้งวัน จะทำให้เราไม่อ้วนจนเกินไป อีกทั้งยังช่วยรักษาระดับน้ำตาลในเลือดให้คงที่ได้อีกด้วย

            ออกกำลังกายเป็นประจำ ออกกำลังกายสัปดาห์ละ 3 ครั้งเป็นอย่างน้อย ครั้งละ 20 นาที จะทำให้หัวใจทำงานได้ดี และเพื่อความยืดหยุ่นข้อต่อร่างกาย แถมช่วยลดอาการกระดูกพรุนเมื่อวัยทองได้อีกด้วย

            นอนหลับให้สนิท คนเราต้องนอนให้ได้อย่างน้อยวันละ 7-8 ชั่วโมง จะช่วยให้ระบบภูมิคุ้มกันของเราแข็งแรง เซลล์ร่างกายสร้างตัวได้ดีขึ้น สมองสดใส และน้ำหนักลดลงได้

            ทานน้ำมันตับปลา กรดไขมันโอเมก้า 3 ในน้ำมันตับปลา มีประโยชน์ต่อหัวใจ และช่วยลดคอเลสเตอรอลได้ หรืออาจจะทานเนื้อปลาที่มีไขมัน 3 มื้อต่อสัปดาห์ เช่น ปลาทูน่า ปลาแซลมอน และปลาซาร์ดีน ซึ่งสามารถทำให้อิ่มแบบไม่อ้วนได้

            แปรงฟัน และขัดฟันทุกวัน เพื่อเป็นการลดแบคทีเรียในช่องปาก และสุขภาพที่ดีก็จะตามมา

            ดื่มชา สามารถช่วยลดความเสี่ยงมะเร็งในระบบทางเดินอาหาร รวมทั้งลดความเสี่ยงโรคหัวใจอีกด้วย

            ทานอาหารที่มีสารต้านอนุมูลอิสระ เช่น ผัก ผลไม้ ซึ่งจะสามารถช่วยลดความเสี่ยงของโรคมะเร็งได้ดีค่ะ

            ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ วันละ 1 แก้วพอให้ได้กระตุ้นหัวใจ ให้เลือดหมุนเวียนได้ดีขึ้น ถ้าจะให้ดีเครื่องดื่มที่ว่าควรเป็นไวน์แดง

            ทำสมาธิ การทำสมาธิจะช่วยลดความเครียด ลดความดันเลือด และเวลากำหนดลมหายใจเข้าลึก ๆ ยังช่วยให้ออกซิเจนเข้าปอดได้อย่างเต็มที่ด้วย

            หัวเราะ จะทำให้เกิดความรู้สึกดี ๆ และร่างกายของเรายังหลั่งสารเอ็นโดรฟิน ซึ่งเป็นสารแห่งความสุขออกมาด้วย ความเครียด ความกังวลต่าง ๆ ก็จะลดลงได้

          รู้แบบนี้แล้ว ก็หันมาใส่ใจเรื่องกิจกรรมในแต่ละวันของชีวิตนะคะ จะปล่อยปละละเลยไม่สนใจเห็นจะไม่ดีต่อสุขภาพเท่าไหร่นัก...

กินผักตามฤดู 12 เดือน




ผัก

กินผักตามฤดู 12 เดือน (Momypedia)
 
          อย่างที่รู้ ๆ กันอยู่นะคะว่า ผักสีเขียว ๆ จะช่วยให้เราผิวพรรณผ่องใส และระบบการขับถ่ายทำงานดีขึ้น ยิ่งถ้าเราได้รับประทานผักสด ๆ ด้วยแล้ว จะยิ่งได้วิตามินซีตามไปด้วยนอกจากนั้นผักทุกประเภทยังอุดมไปด้วยสารโพแทสเซียม ซึ่งช่วยให้เกิดภาวะสมดุลในร่างกายของเรา

          เมื่อรู้ถึงคุณประโยชน์ของผักอย่างนี้แล้ว เห็นทีคงต้องอาศัยข้อมูลจาก รศ.ดร.ประไพศรี ศิริจักรวาล หัวหน้าฝ่ายมนุษยโภชนาการ สถาบันวิจัยโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล ศาลายา มาเล่าสู่กันฟังแล้วล่ะค่ะว่า ถ้าจะเลือกผักตามฤดูกาลเพื่อหลีกเลี่ยงสารพิษ ในแต่ละเดือนเราควรเลือกผักประเภทไหนที่เหมาะสม


แครอต

เดือนมกราคม

 แครอต กระหล่ำดอก ผักกาดขาว ผักกาดเขียวปลี และปวยเล้ง

          คุณค่าทางสารอาหาร : ผักกาดเขียวและปวยเล้งจะมีแคลเซียมสูง และมีเบต้าแคโรทีน ช่วยบำรุงสายตา และเป็นตัวต้านอนุมูลอิสระ ช่วยชะลอความเสื่อมของร่างกาย ส่วนแครอตจะให้สารเบต้าแคโรทีน กรรมวิธีการปรุงเราสามารถหั่นเป็นชิ้นเล็ก ๆ เพื่อนำมาผัดหรือใส่ลงในซุปได้


มะเขือเทศ

เดือนกุมภาพันธ์

 มะเขือเทศ ผักโขม แตงกวา

          คุณค่าทางสารอาหาร : เม็ดแตงกวาและเปลือกจะให้ใยอาหาร ผักโขมมีเบต้าแคโรทีนสูง ส่วนมะเขือเทศจะให้สารแคโรตินอยด์ ที่ช่วยต้านปฏิกิริยาออกซิเดชั่น หรือต้านอนุมูลอิสระ (ภาวะชะลอความเสื่อมของร่างกาย) เราสามารถนำมาซอยให้เป็นชิ้นเล็ก ๆ เพื่อใส่ในน้ำซุป หรือผัดลงในข้าว หรือในไข่เจียวก็ได้ทั้งนั้น



เดือนมีนาคม

 ผักกวางตุ้ง เห็ดฟาง ถั่วฝักยาว หอมใหญ่ คะน้า

          คุณค่าทางสารอาหาร : ผักคะน้าจะมีแคลเซียมสูง แต่บางคนอาจจะรู้สึกว่าขม ดังนั้น ถ้าเราหั่นใบเป็นชิ้นฝอย ๆ และลอกก้านคะน้าให้เหลือเพียงสีขาวใส ๆ แล้วนำมาผัดโดยเพิ่มแครอตผสมเข้าไปในข้าว จะทำให้อาหารมื้อนั้นอร่อยถูกปากยิ่งขึ้นค่ะ นอกจากนั้นคะน้ายังอุดมไปด้วยสารอาหารเบต้าแคโรทีนด้วย ส่วนถั่วฝักยาวควรล้างให้สะอาด ๆ แล้วรับประทานสด ๆ เพื่อจะได้ปริมาณวิตามินซีอย่างเต็มที่


ถั่วฝักยาว

เดือนเมษายน

 หอมใหญ่ ถั่วฝักยาว เห็ดฟาง

          คุณค่าทางสารอาหาร : หอมใหญ่มีสารต้านปฏิกิริยาออกซิเดชั่น ซึ่งช่วยชะลอความเสื่อมของร่างกาย เราสามารถซอยหอมใหญ่แล้วนำมาผัดกับข้าวผัด ทำให้ข้าวผัดนั้นมีรสชาติหวานขึ้น ส่วนเห็ดฟางก็นำมาใส่ลงในแกงจืดเปลี่ยนรสชาติของอาหาร ทำให้ไม่น่าเบื่อ


หอมใหญ่

เดือนพฤษภาคม

 ถั่วพู หอมใหญ่ มะละกอดิบ

          คุณค่าทางสารอาหาร : มะละกอดิบเอามาทำส้มตำ เท่ากับได้รับประทานผักสด ๆ ซึ่งจะได้รับวิตามินซีเพิ่มขึ้นนะคะ สำหรับถั่วพู นำมาหั่นฝอยผสมไก่หรือหมูสับทอด เป็นทางเลือกที่หลากหลายในการเพิ่มแร่ธาตุแคลเซียมและใยอาหาร


คะน้า

เดือนมิถุนายน

 ดอกกุยฉ่าย คะน้า เห็ด

          คุณค่าทางสารอาหาร : ดอกกุยช่ายจะอุดมไปด้วยโฟเลต ซึ่งมีประโยชน์ต่อร่างกายในการสร้างสารพันธุกรรม และช่วยไม่ให้เกิดภาวะโลหิตจางชนิดหนึ่ง ส่วนเห็ดจะให้โปรตีน และคะน้าจะมีแคลเซียมสูง


ผักบุ้ง

เดือนกรกฎาคม

 ยอดตำลึง ผักบุ้งไทย

          คุณค่าทางสารอาหาร : ผักบุ้งหรือผักที่มีสีเขียวเข้มจะให้สารเบต้าแคโรทีน ช่วยบำรุงสายตาและต้านอนุมูลอิสระ ส่วนผักตำลึงจะให้สารเบต้าแคโรทีนเช่นกัน มีเมนูที่ทำง่าย ๆ ได้คุณค่า เช่น ใส่ลงไปในไข่เจียว หรือต้มจืดรับประทานก็ได้ค่ะ


ข้าวโพด

เดือนสิงหาคม

 ผักกระเฉด หัวปลี ข้าวโพด

          คุณค่าทางสารอาหาร : หัวปลีจะมีใยอาหารค่อนข้างมาก ช่วยในเรื่องการขับถ่าย ส่วนข้าวโพดซึ่งจัดเป็นธัญพืชจะมีเบต้าแคโรทีนสูง ผักกระเฉดจะช่วยเรื่องขับถ่าย และเป็นผักที่มีเบต้าแคโรทีนสูงเช่นกัน แต่ระวังในการเลือกซื้อด้วยนะคะ เพราะเดี๋ยวนี้มีการใส่สารที่เป็นอันตรายทำให้ผักดูสดใหม่อยู่เสมอ


บวบ

เดือนกันยายน

 ผักกระเฉด กวางตุ้ง บวบ

          คุณค่าทางสารอาหาร : กวางตุ้งอุดมไปด้วยแคลเซียม และเบต้าแคโรทีน ส่วนบวบจะให้ใยอาหารค่อนข้างสูง


มะระ

เดือนตุลาคม

 มะระ ถั่วพู สายบัว ผักกระเฉด

          คุณค่าทางสารอาหาร : มะระเป็นผักสมุนไพรที่ให้วิตามินซีสูง (ถ้ารับประทานดิบ ๆ) เราสามารถทำเป็นเมนูแกงจืดหรือตุ๋นก็ได้ โดยคว้านไส้ในออกแล้วสอดหมูบดลงไป ส่วนผักกระเฉดและสายบัวควรล้างให้สะอาด ๆ ก่อนนำไปบริโภค


ผักกาดขาว

เดือนพฤศจิกายน 

 ผักกาดขาว สายบัว

          คุณค่าทางสารอาหาร : ผักกาดขาวมีเบต้าแคโรทีนสูง ส่วนสายบัวให้ใยอาหารช่วยในเรื่องขับถ่าย

ถั่ว

เดือนธันวาคม

 ถั่วแขก ถั่วลันเตา กะหล่ำปลี

          คุณค่าทางสารอาหาร : กะหล่ำปลีหรือกะหล่ำดอกสดเป็นแหล่งของวิตามินซีอย่างดี เราสามารถนำมาผัด หรือต้มโดยใส่หมู หรือรับประทานสด ๆ ก็ได้ ส่วนถั่วลันเตาเป็นผักที่มีโปรตีนค่อนข้างสูง และมีใยอาหารสูง

          เป็นอย่างไรบ้างคะสำหรับผักตามฤดูกาลต่าง ๆ ที่แนะนำ คราวหน้าคุณๆ คงจะมีโอกาสได้เลือกผักเขียวๆ ตามใจชอบ แถมยังปลอดสารพิษด้วย ทีนี้ครอบครัวของคุณก็จะก้าวเดินอยู่บนเส้นทางสายสุขภาพกันแล้วล่ะค่ะ
 ที่มา:http://health.kapook.com/view37104.html